ทำไม "จ้างคนเพิ่ม" อย่างเดียวไม่ช่วย
เจ้าของหลายคนแก้ปัญหางานล้นมือด้วยการจ้างคนเพิ่ม แต่ปัญหายังไม่หายไป เพราะจ้างคนมาแล้วไม่รู้จะ มอบหมายงานอะไรให้ชัดเจน สุดท้ายพนักงานใหม่ก็ทำได้แค่งานจิปาถะ ส่วนงานสำคัญเจ้าของยังทำเองเหมือนเดิม
ปัญหาคือ ไม่เคยแยกประเภทงานให้ชัดก่อนปล่อย ทำให้เจ้าของกลัวปล่อยงานผิดตัว กลัวคุณภาพตก เลยเลือกไม่ปล่อยอะไรเลย หรือปล่อยแบบสุ่มโดยไม่มีหลักคิด
กรอบ A-B-C: แยกงานตามฝีมือที่ต้องใช้และความเสี่ยงถ้าผิดพลาด
| กลุ่ม | ลักษณะงาน | ตัวอย่าง | ควรทำอย่างไร |
|---|---|---|---|
| A | ฝีมือ/วิจารณญาณเฉพาะตัวสูง ผิดพลาดแล้วเสียหายมาก | คิดสูตรขนมใหม่ ตัดสินใจกลยุทธ์ร้าน | เก็บไว้ทำเอง |
| B | ใช้ทักษะระดับหนึ่ง สอนกันได้ ผิดพลาดแก้ทัน | อบขนมตามสูตร ตอบแชทตามสคริปต์ | ฝึกคนให้รับช่วงต่อ |
| C | ใครทำก็ได้ผลลัพธ์เหมือนกัน | ลงบัญชี ขับรถส่งของ จัดสต๊อก | ปล่อยทันที |
เริ่มจากกลุ่ม C เสมอ เพราะเป็นงานที่เจ้าของ "ทำเอง" ไม่ได้เพิ่มมูลค่าอะไรให้ธุรกิจ เลย เมื่อเทียบกับการเอาเวลานั้นไปคิดสูตรใหม่หรือดูแลลูกค้ารายใหญ่ — ปล่อยกลุ่ม C ก่อนคือวิธีคืนเวลา ให้เจ้าของได้เร็วที่สุดโดยความเสี่ยงต่ำที่สุด
เอาไปใช้กับธุรกิจคุณยังไง
- เขียนรายการงานทั้งหมด ที่คุณทำในหนึ่งสัปดาห์ ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน
- ติดป้าย A-B-C ทุกงาน โดยถามตัวเอง 2 คำถาม: ต้องใช้ฝีมือเฉพาะตัวไหม และผิดพลาดแล้วเสียหายแค่ไหน
- ปล่อยงานกลุ่ม C ทั้งหมดก่อน ภายในเดือนนี้ ให้พนักงานที่มีอยู่หรือจ้างเพิ่มมารับผิดชอบ
- เลือกงานกลุ่ม B 1 งานต่อเดือน มาฝึกพนักงานคนที่ไว้ใจได้ที่สุด แล้วค่อยๆ ขยับไปงานถัดไป
การจัดงานเป็น A-B-C ไม่ใช่การลดคุณภาพ แต่คือการเลือกใช้เวลาที่มีจำกัดของเจ้าของกับงานที่สร้าง มูลค่าจริงเท่านั้น
ลองคิดดูก่อน: เจอเคสนี้จะทำยังไง?
เจ้าของร้านเบเกอรี่ "ครัวซองต์คุณแอน" ทำเองแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ตำแหน่งครัว (คิดสูตร ผสมแป้ง อบขนม) ไปจนถึงลงบัญชีรายรับ-รายจ่าย ตอบแชทลูกค้า และขับรถไปส่งของเอง วันหนึ่งทำงาน 14 ชั่วโมง ยอดขายเดือนละ 400,000 บาท แต่คุณแอนบ่นว่า "ถ้าฉันหายไปวันเดียว ร้านนี้หยุดทำงานทันที" เธออยากจ้างคนเพิ่ม แต่ไม่รู้จะเริ่มปล่อยงานอะไรก่อน เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยไปแล้วคุณภาพจะตก
คุณแอนควรเริ่มปล่อยงานอะไรก่อน และควรเก็บงานอะไรไว้ทำเอง?
ควิซท้ายบท
ตอบให้ครบทุกข้อ แล้วกดตรวจคำตอบ