กำไรต่อหน่วยที่แท้จริง ต้องดูทรัพยากรที่จำกัดของธุรกิจ
บทเรียนก่อนหน้าสอนวิธีคำนวณกำไรต่อชิ้นจากต้นทุนวัตถุดิบ แต่สำหรับธุรกิจบริการ ทรัพยากรที่จำกัดจริงๆ ไม่ใช่วัตถุดิบ แต่คือ เวลาที่ช่างหรือพนักงานมีอยู่ในแต่ละวัน ถ้าคำนวณกำไรโดยไม่คิดเรื่องเวลา จะได้ข้อสรุปที่ผิดทันที เหมือนในกรณีศึกษาที่คิดว่าทำสีผมคุ้มกว่าตัดผม ทั้งที่ความจริงตรงกันข้าม
สูตรกำไรต่อชั่วโมง
กำไรต่อชั่วโมง = (ราคาขาย − ต้นทุนผันแปร) ÷ เวลาที่ใช้ต่อคิว (ชั่วโมง)
ตัวเลขนี้ใช้ได้กับทุกธุรกิจที่ทรัพยากรจำกัดคือเวลา ไม่ว่าจะเป็นร้านทำเล็บ คลินิกความงาม หรือบริการรับ จ้างทำงานเป็นชิ้น — สินค้าที่ "ดูราคาแพง" ไม่ได้แปลว่าคุ้มค่าที่สุดเสมอไปเมื่อคิดต่อหน่วยเวลาแล้ว
เอาไปใช้กับธุรกิจคุณยังไง
- คำนวณกำไรต่อชั่วโมงของบริการ/สินค้าหลักทุกตัว ไม่ใช่แค่กำไรต่อคิวหรือต่อชิ้น
- หาว่าทรัพยากรที่จำกัดจริงของธุรกิจคุณคืออะไร (เวลา พื้นที่ วัตถุดิบหายาก) แล้ววัดกำไรต่อหน่วยนั้น
- จัดสรรเวลา/พื้นที่ให้เอนเอียงไปทางสิ่งที่กำไรต่อหน่วยทรัพยากรสูงสุด โดยไม่ตัดตัวอื่นทิ้งทั้งหมด
- ทบทวนตัวเลขนี้ทุกครั้งที่ราคาหรือเวลาที่ใช้เปลี่ยนไป เพราะอันดับความคุ้มค่าอาจสลับกันได้
การหาเมนูหรือบริการที่ "กำไรงามที่สุด" ไม่ใช่แค่ดูราคาป้าย แต่ต้องดูกำไรต่อหน่วยทรัพยากรที่จำกัดของธุรกิจ
ลองคิดดูก่อน: เจอเคสนี้จะทำยังไง?
ร้านทำผมของคุณมีบริการหลัก 2 อย่าง: ทำสีผม ราคา 1,500 บาท ใช้เวลา 3 ชั่วโมงต่อคิว ต้นทุนสี/ผลิตภัณฑ์ ประมาณ 400 บาท กับตัดผม ราคา 300 บาท ใช้เวลา 30 นาทีต่อคิว ต้นทุนแทบไม่มี ประมาณ 20 บาท เห็นว่าทำสีผม ให้เงินต่อคิวมากกว่าตัดผมถึง 5 เท่า คุณเลยกำลังจะจ้างช่างเพิ่มมาโฟกัสทำสีผมอย่างเดียว และลดคิวตัดผม ลงเพราะคิดว่า "ราคาเล็กน้อย ไม่คุ้มเวลาช่าง"
ควรดันบริการทำสีผมและลดคิวตัดผมลง เพราะทำสีผมได้เงินต่อคิวมากกว่า จริงไหม?
ควิซท้ายบท
ตอบให้ครบทุกข้อ แล้วกดตรวจคำตอบ