เมื่อพยายามเป็นทุกอย่าง กลายเป็นไม่เป็นอะไรเลย
เจ้าของธุรกิจจำนวนมากตอบสนองต่อคู่แข่งด้วยการ "เพิ่ม" ทุกอย่างที่คู่แข่งมี — คู่แข่งถูกกว่า ก็เพิ่ม ของถูก คู่แข่งสดกว่า ก็เพิ่มของสด สุดท้ายร้านกลายเป็นภาพผสมที่ไม่มีจุดไหนโดดเด่นพอให้ลูกค้าจำได้เลย นี่คือกับดักที่ไมเคิล พอร์เตอร์เรียกว่า stuck in the middle
ทำไมพยายามสู้สองสนามพร้อมกันถึงมักแพ้ทั้งคู่
การเป็นผู้นำด้านราคาต้องมีระบบที่มีประสิทธิภาพสูงมาก (ซื้อทีละมาก กระจายสินค้าไว) ส่วนการเป็นผู้นำ ด้านความแตกต่างเฉพาะทางต้องมีระบบที่ยืดหยุ่นและใส่ใจรายละเอียด (หมุนสต๊อกเร็ว คัดเลือกเฉพาะเจาะจง) สองระบบนี้ขัดกันเองในหลายจุด — องค์กรเดียวยากที่จะเก่งทั้งสองแบบพร้อมกัน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีทรัพยากรจำกัด
ทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การเพิ่มความพยายามในสนามที่แข่งไม่มีทางชนะ แต่คือการ เลือกจุดยืนเดียวที่ชัด แล้วยอมรับว่าจะไม่แข่งในสนามอื่น — ปล่อยให้เซเว่นชนะเรื่องราคา ปล่อยให้ตลาดสดชนะเรื่องความสด แล้วหา สนามที่ทั้งสองคู่แข่งไม่แตะเลย
เอาไปใช้กับธุรกิจคุณยังไง
- ถามตัวเองว่าตอนนี้กำลังพยายามสู้กี่สนามพร้อมกัน ถ้ามากกว่าหนึ่ง ให้สงสัยว่ากำลังติดกับดักกลาง ๆ
- เลือกจุดยืนเดียวที่ชัดเจน แล้วยอมแพ้สนามอื่นอย่างเต็มใจ — การเลือกไม่ทำบางอย่างคือส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์ ไม่ใช่ความล้มเหลว
- หาความต้องการที่คู่แข่งใหญ่ตอบไม่ได้เพราะระบบของเขาไม่เอื้อ เช่น ความสัมพันธ์ส่วนตัว เครดิต หรือบริการเฉพาะกลุ่มที่เล็กเกินไปสำหรับเชนใหญ่จะสนใจ
ลองคิดดูก่อน: เจอเคสนี้จะทำยังไง?
ร้านขายของชำในหมู่บ้านของคุณเปิดมา 15 ปี ปีที่แล้วมีร้าน 7-Eleven มาเปิดตรงปากซอย ราคาสินค้าถูกกว่า และเปิด 24 ชั่วโมง ส่วนตลาดสดที่อยู่ห่างไป 500 เมตรก็มีผักผลไม้สดกว่าเพราะขายวันต่อวัน คุณพยายามแก้ ด้วยการเพิ่มทั้งของแห้งราคาถูกให้สู้เซเว่น และเพิ่มผักสดให้สู้ตลาด แต่ยอดขายยังลดลงต่อเนื่องทุกเดือน
ถ้าเป็นคุณ จะยังพยายามสู้ทั้งสองด้าน (ราคา+สด) หรือเลือกจุดยืนใหม่?
ควิซท้ายบท
ตอบให้ครบทุกข้อ แล้วกดตรวจคำตอบ