การตลาดและปฏิบัติการ

ใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว · RFM

ออกโปรฯ ให้ตรงกลุ่ม

อ่าน 6 นาที

ไม่ใช่ทุกกลุ่มควรได้โปรฯ แบบเดียวกัน

เมื่อแบ่งลูกค้าด้วย RFM ได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือออกแบบข้อเสนอที่ต่างกันในแต่ละกลุ่ม ไม่ใช่ยังคงส่ง ข้อความเดียวเหมือนเดิม เพราะแต่ละกลุ่มมีสิ่งที่ "ต้องการฟัง" ต่างกันโดยสิ้นเชิง เป้าหมายไม่เหมือนกัน ข้อเสนอก็ต้องไม่เหมือนกัน

จับคู่ข้อเสนอให้ตรงกับแต่ละกลุ่ม RFM

กลุ่มเป้าหมายของข้อความตัวอย่างข้อเสนอ
ลูกค้าประจำรักษาความภักดี ไม่ต้องกระตุ้นซื้อสิทธิ์เลือกก่อน / ของแถมเล็ก ๆ
เสี่ยงหายดึงกลับมาก่อนที่จะเย็นชาไปเลยข้อความ win-back เจาะจง + ส่วนลดพิเศษ
ลูกค้าใหม่ผลักดันให้ซื้อครั้งที่สองคูปองซื้อครั้งถัดไปภายในเวลาจำกัด
หายไปแล้วทดสอบเบา ๆ ถ้าไม่ตอบรับ ปล่อยไว้ก่อนข้อความต้นทุนต่ำ ไม่ใช้งบเยอะ

หลักคิดง่าย ๆ คือ กลุ่มที่ "เกือบจะหลุด" (เสี่ยงหาย) ควรได้รับความสนใจมากที่สุด เพราะการดึงกลับถูกกว่า และง่ายกว่าการไปหาลูกค้าใหม่หรือพยายามปลุกกลุ่มที่เย็นชาไปนานแล้ว

เอาไปใช้กับธุรกิจคุณยังไง

  1. เรียงลำดับกลุ่มตามความคุ้มค่า — เสี่ยงหายมักคุ้มที่สุด ตามด้วยลูกค้าใหม่
  2. เขียนข้อความ win-back เฉพาะสำหรับกลุ่มเสี่ยงหาย ที่พูดถึงสิ่งที่เขาเคยชอบโดยเฉพาะ
  3. อย่าใช้ส่วนลดกับลูกค้าประจำ — ใช้ความรู้สึกพิเศษแทนเพื่อไม่ให้เสียกำไรฟรี
  4. จำกัดงบสำหรับกลุ่มที่หายไปนานมาก จนกว่าจะมีงบเหลือหลังดูแลกลุ่มที่คุ้มค่ากว่าแล้ว

ลองคิดดูก่อน: เจอเคสนี้จะทำยังไง?

จากการวิเคราะห์ RFM ร้านเบเกอรี่แบ่งสมาชิก 500 คนออกเป็น 4 กลุ่ม: "ลูกค้าประจำ" 120 คน (ซื้อทุก สัปดาห์ ล่าสุดไม่เกิน 2 สัปดาห์), "เสี่ยงหาย" 90 คน (เคยซื้อบ่อยแต่ล่าสุดหายไปเกิน 2 เดือน), "ลูกค้าใหม่" 60 คน (เพิ่งซื้อครั้งแรกในเดือนนี้), และ "หายไปแล้ว" 230 คน (ไม่ซื้อเกิน 6 เดือน) งบโปรโมชั่นเดือนนี้มีจำกัดแค่ 5,000 บาท (ค่าคูปองและค่าส่งข้อความ)

ถ้าเป็นคุณ จะทุ่มงบ 5,000 บาทให้กลุ่มไหนก่อน?

ควิซท้ายบท

ตอบให้ครบทุกข้อ แล้วกดตรวจคำตอบ

1. ทำไมกลุ่ม 'เสี่ยงหาย' ถึงมักคุ้มค่าที่สุดที่จะทุ่มงบดึงกลับ?
2. กลุ่ม 'ลูกค้าประจำ' ควรได้รับข้อเสนอแบบไหน?
3. ทำไมกลุ่ม 'หายไปแล้ว' (ไม่ซื้อเกิน 6 เดือน) จึงไม่ควรได้งบเยอะที่สุด แม้จะเป็นกลุ่มใหญ่สุด?
4. หลักการจัดสรรงบโปรโมชั่นที่ดีที่สุดในเคสนี้คืออะไร?