"ความสูญเปล่า" ไม่ใช่แค่ของเสียที่มองเห็นด้วยตา
ในร้านหรือโรงงานเล็ก คำว่า "ความสูญเปล่า" (muda) ไม่ได้หมายถึงแค่ของที่เสียทิ้งไป แต่หมายถึง อะไรก็ตามที่ใช้ทรัพยากร (เงิน เวลา แรงงาน) ไปโดยไม่ได้สร้างคุณค่าให้ลูกค้า เจ้าของธุรกิจ มักมองเห็นแค่ต้นทุนที่แพงขึ้น โดยไม่ได้สืบไปถึงว่าความสูญเปล่าตัวไหนที่ทำให้ต้นทุนพุ่ง
5 ความสูญเปล่าที่ร้าน/โรงงานเล็กเจอบ่อย
| ประเภท | ตัวอย่างในร้านเล็ก |
|---|---|
| ของเสีย (Defect) | ผ้าตัดพลาด อาหารทำผิดต้องทิ้ง สินค้าเสียหายจากการเก็บที่ไม่ดี |
| รอคอย (Waiting) | ลูกค้ารอคิวนาน พนักงานรอวัตถุดิบมาไม่ทัน |
| เคลื่อนไหวเกินจำเป็น (Motion) | เดินไปหยิบของไกลเกินจำเป็นทุกครั้งที่ทำงาน |
| สต๊อกเกินจำเป็น (Excess Inventory) | ซื้อของมาเก็บเยอะเกินไปจนเงินจม/ของเสื่อมสภาพ |
| ขั้นตอนเกินจำเป็น (Overprocessing) | ทำงานซ้ำซ้อนที่ลูกค้าไม่ได้ต้องการหรือไม่รู้สึกถึงคุณค่า |
จุดสำคัญคือความสูญเปล่าแต่ละแบบมักซ่อนอยู่ในรูปของ "ต้นทุนที่ดูเหมือนปกติ" จนกว่าจะมีคนลงไปวัดตัวเลข จริงถึงจะเห็นว่ามันเยอะแค่ไหน
เอาไปใช้กับธุรกิจคุณยังไง
- ไล่เช็คทีละความสูญเปล่าใน 5 ข้อ ว่าตัวไหนเกิดขึ้นในร้าน/โรงงานของคุณบ้าง
- วัดตัวเลขจริงของความสูญเปล่าที่สงสัย เช่น เปอร์เซ็นต์ของเสีย เวลารอคอยเฉลี่ย
- แก้ที่ต้นเหตุของกระบวนการก่อนแก้ที่ปลายทาง เช่น ปรับขั้นตอนก่อนคิดจะซื้อเยอะขึ้นหรือขึ้นราคา
- ติดตามตัวเลขหลังแก้ไข เพื่อยืนยันว่าความสูญเปล่าลดลงจริงและคุ้มกับที่ลงแรงไป
ลองคิดดูก่อน: เจอเคสนี้จะทำยังไง?
โรงงานตัดเย็บเสื้อยืดขนาดเล็กของคุณมีพนักงาน 8 คน รับออเดอร์จากร้านค้าส่งเป็นประจำ เดือนที่ผ่านมา ต้นทุนผ้าพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ เมื่อตรวจดูพบว่าผ้าที่ตัดพลาดจนใช้ไม่ได้ (เศษเสีย) สูงถึง 12% ของผ้าที่ ซื้อมาทั้งหมด คิดเป็นเงินประมาณ 18,000 บาทต่อเดือน เจ้าของคิดจะแก้ปัญหาด้วยการสั่งซื้อผ้าล็อตใหญ่ ขึ้นเพื่อให้ได้ราคาต่อหน่วยถูกลง ชดเชยต้นทุนที่เสียไป
ถ้าเป็นคุณ จะแก้ปัญหาต้นทุนพุ่งด้วยการซื้อผ้าล็อตใหญ่ขึ้นเพื่อให้ราคาถูกลงไหม?
ควิซท้ายบท
ตอบให้ครบทุกข้อ แล้วกดตรวจคำตอบ