ก่อนสู้ ต้องรู้ก่อนว่าสนามนี้ทำเงินได้จริงไหม
เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่กระโดดเข้าสู้ทันทีโดยไม่เคยถามคำถามพื้นฐานก่อน: อุตสาหกรรมนี้โดยโครงสร้าง แล้วทำกำไรง่ายหรือยาก บางสนามแข่งดุแค่ไหนก็ยังทำกำไรได้ดี เพราะโครงสร้างเอื้อ บางสนามแม้แต่ผู้เล่น ที่เก่งที่สุดก็ยังกำไรบางเฉียบ เพราะโครงสร้างบีบจากทุกทิศทาง
ไมเคิล พอร์เตอร์ เสนอว่ามี 5 แรง ที่ตอบคำถามนี้ได้
5 แรงที่ต้องเช็กก่อนลงทุนเพิ่ม
| แรง | คำถามที่ต้องถาม |
|---|---|
| คู่แข่งหน้าใหม่ | เข้าตลาดนี้ง่ายแค่ไหน ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ |
| สินค้า/บริการทดแทน | ลูกค้ามีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากเราไหม |
| อำนาจต่อรองซัพพลายเออร์ | ซัพพลายเออร์มีน้อยเจ้าจนบีบราคาเราได้ไหม |
| อำนาจต่อรองลูกค้า | ลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อที่อื่นง่ายแค่ไหน |
| คู่แข่งเดิมในสนามเดียวกัน | มีผู้เล่นเยอะแค่ไหน แข่งกันดุแค่ไหน |
ถ้าแรงส่วนใหญ่ "บีบ" ผู้เล่น (เข้าง่าย + ทดแทนง่าย + ลูกค้าอำนาจสูง + แข่งดุ) แปลว่าอุตสาหกรรมนี้ โดยรวมทำกำไรยาก ไม่ว่าใครมาบริหารก็ตาม — โจทย์คือต้องหาว่าตัวเองจะยืนตรงไหนของสนามที่ยังพอมีที่ให้ หายใจได้
เอาไปใช้กับธุรกิจคุณยังไง
- ไล่เช็กทั้ง 5 แรงของธุรกิจตัวเอง ก่อนตัดสินใจลงทุนขยายก้อนใหญ่ ไม่ใช่ดูแค่ยอดขายของร้านตัวเอง
- หาแรงที่บีบหนักที่สุด แล้วถามว่า "อะไรที่ทำให้แรงนี้อ่อนลงสำหรับร้านฉันโดยเฉพาะ"
- ทดสอบเล็กก่อนทุ่มใหญ่ ถ้าโครงสร้างอุตสาหกรรมไม่เอื้อ ให้พิสูจน์ก่อนว่าสร้างความแตกต่างที่ลอก ยากได้จริง แล้วค่อยขยายลงทุน
ลองคิดดูก่อน: เจอเคสนี้จะทำยังไง?
คุณขายเสื้อผ้าผู้หญิงผ่านเฟซบุ๊ก/ไลน์มา 2 ปี รับของจากตลาดค้าส่งมาขายต่อ กำไรเฉลี่ย 25% ต่อชิ้น ตอนนี้คิดจะลงทุน 300,000 บาท เปิดไลน์ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ตัวเองแทนการรับมาขายต่อ เพื่อนที่เป็นนักบัญชี เตือนว่า "ก่อนจะทุ่มเงินก้อนใหญ่ ต้องดูก่อนว่าธุรกิจนี้ทั้งอุตสาหกรรมมันทำเงินได้จริงไหม ไม่ใช่แค่ ร้านเราคนเดียว"
ถ้าเป็นคุณ จะใช้อะไรเช็กว่าอุตสาหกรรมนี้ทำเงินได้จริงก่อนทุ่ม 300,000 บาท?
ควิซท้ายบท
ตอบให้ครบทุกข้อ แล้วกดตรวจคำตอบ