ระบบที่จ่ายเท่ากันหมด คือการลงโทษคนขยันโดยไม่ตั้งใจ
เมื่อค่าจ้างไม่ผูกกับผลงานเลย พนักงานทุกคนจะคำนวณอย่างมีเหตุผลว่า "ทำมากไปก็ไม่ได้อะไรเพิ่ม" — ทีมที่ ขยันที่สุดจะค่อยๆ ลดมาตรฐานลงมาเท่าทีมที่ทำน้อยที่สุด ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะระบบไม่ให้รางวัลกับ ความขยันเลยแม้แต่น้อย นี่คือกับดักที่ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากค่อยๆ เสื่อมมาตรฐานลงทั้งองค์กรโดยไม่รู้ตัว
วัดผลด้วยตัวชี้วัดคู่ ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว
หัวใจของการวัดผลอย่างยุติธรรมคือใช้ตัวชี้วัดอย่างน้อย 2 มิติที่ถ่วงดุลกันเอง เพื่อไม่ให้ใครเล่นเกม กับตัวเลขได้ง่ายๆ
ทีมที่ทำงานเยอะแต่คุณภาพแย่ ไม่ควรได้โบนัสสูงกว่าทีมที่ทำน้อยกว่าแต่คุณภาพดีเยี่ยม — การถ่วงดุล 2 ตัวชี้วัด นี้คือสิ่งที่ทำให้ระบบ "ทำมากกว่าได้มากกว่า" ยุติธรรมจริง ไม่ใช่แค่กระตุ้นให้เร่งงานอย่างเดียว
เอาไปใช้กับธุรกิจคุณยังไง
- เลือกตัวชี้วัด 2 มิติที่ถ่วงดุลกัน อย่างน้อยหนึ่งด้านปริมาณ หนึ่งด้านคุณภาพ สำหรับงานของทีมคุณ
- แยกฐานเงินเดือนคงที่ออกจากส่วนแปรผันตามผลงาน อย่าให้รายได้ทั้งหมดขึ้นกับผลงานล้วนๆ จนเสี่ยงเกินไป
- คำนวณผลงานเป็นรอบเดือน ไม่ใช่รอบวัน เพื่อลดความผันผวนที่ไม่ยุติธรรม
- อธิบายสูตรคำนวณให้ทุกคนเข้าใจตรงกันก่อนเริ่มใช้จริง ความโปร่งใสสำคัญกว่าความซับซ้อนของสูตร
- ทบทวนตัวชี้วัดทุก 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครหาช่องเล่นเกมกับตัวเลขในระยะยาว
ลองคิดดูก่อน: เจอเคสนี้จะทำยังไง?
คุณเปิดบริษัทรับจ้างทำความสะอาดบ้านและคอนโด มีทีมงาน 4 ทีม จ่ายค่าจ้างรายวันเท่ากันหมดไม่ว่าทีมไหน จะทำงานเสร็จกี่งานต่อวัน ทีม A ทำงานเฉลี่ยวันละ 6 งานโดยไม่มีลูกค้าร้องเรียนเลยในรอบ 3 เดือน ส่วน ทีม D ทำงานเฉลี่ยวันละ 3 งานและมีลูกค้าร้องเรียนเรื่องความสะอาดไม่ทั่วถึง 5 ครั้งในเดือนเดียว หัวหน้าทีม A มาบอกคุณตรงๆ ว่า "พี่จ่ายเท่ากันแบบนี้ ทำไมต้องรีบทำงานเยอะๆ ให้เหนื่อยด้วย" และเริ่ม ทำงานช้าลงเท่าทีม D
จะออกแบบระบบค่าจ้างและการวัดผลใหม่อย่างไร ให้ทีมที่ทำมากกว่าได้มากกว่าจริง โดยไม่ทำให้ทีมรีบงานจนคุณภาพตก?
ควิซท้ายบท
ตอบให้ครบทุกข้อ แล้วกดตรวจคำตอบ